วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555




มารู้จักอาเซียนกันเถอะ

       อาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพฯ ซึ่งได้ลงนามกันที่วังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาค ธารงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงทางการเมือง สร้างสรรค์ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม การกินดีอยู่ดีบนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก
       เมื่อแรกก่อตั้งในปี 2510 อาเซียนมีสมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ในเวลาต่อมา บรูไนดารุสซาลาม ได้เข้าเป็นสมาชิกลาดับที่ 6 เมื่อปี 2527 เวียดนาม เข้าเป็นสมาชิกลาดับที่ 7 ในปี 2538 ลาวและพม่า เข้าเป็นสมาชิกพร้อมกันเมื่อปี 2540 และกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกล่าสุดเมื่อปี 2542 ทาให้ในปัจจุบันอาเซียนมีสมาชิกรวมทั้งหมด 10 ประเทศ
       สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เปลี่ยนผ่านจากสภาวะแห่งความตึงเครียดและการเผชิญหน้าในยุคสงครามเย็น มาสู่ความมีเสถียรภาพ ความมั่นคงและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในปัจจุบัน ซึ่งทาให้อาเซียนกลายเป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเป็นตัวอย่างของการรวมตัวของกลุ่มประเทศที่มีพลังต่อรองในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าของอาเซียนมีปัจจัยสาคัญจากความไว้ใจกันระหว่างรัฐสมาชิก อันก่อให้เกิดบรรยากาศที่สร้างสรรค์และเอื้อต่อการเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกัน
       ไม่นานมานี้ ผู้นาประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมกันกาหนดเป้าหมายให้ภายในปี 2558 อาเซียนสามารถรวมตัวกันได้ประชาคมอาเซียนทั้งในแง่การเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม โดยยึดประโยชน์สุขของประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นศูนย์กลาง
       นอกจากการเป็นสมาชิกก่อตั้งของอาเซียนแล้ว ระหว่างปี 2551 - 2552 ที่ผ่านมา ประเทศไทยของเรายังได้รับโอกาสให้ดารงตาแหน่งประธานอาเซียนอีกด้วย โดยในฐานะประธานอาเซียนระหว่าง 2 ปีนี้ ไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียนทั้งสิ้น 2 ครั้งด้วยกัน คือ การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2552 และ การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 ในเดือนตุลาคม 2552 ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ไทยได้ต้อนรับอาเซียนกลับสู่บ้านเกิด เพราะอาเซียนถือกาเนิดที่กรุงเทพฯ เมื่อ 4 ทศวรรษที่แล้ว
       นอกจากนี้ การดารงตาแหน่งประธานอาเซียนของไทยในช่วงเวลานี้ ยังเป็นช่วงจังหวะเดียวกับที่อาเซียนมีผู้บริหารสานักเลขาธิการ เป็นคนไทย ซึ่งก็คือ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ที่เพิ่งรับตาแหน่งเมื่อต้นปี 2551 อีกด้วย
ไฟล์อ่านเพิ่มเติม : http://www.aseanthailand.org/ASEAN_Intro.pdf

อาเซียนกับเพื่อนๆ ของอาเซียน


       หลายท่านคงได้ทราบอยู่บ้างว่า อาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2510 นั้น ในปัจจุบัน มีสมาชิก 10 ประเทศ ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่เรียกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งสิ้น แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า นอกจากอาเซียนจะเป็นสมาคมที่ให้สมาชิกทั้ง 10 ประเทศ ได้เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันผ่านกรอบความร่วมมือต่า งๆ แล้ว อาเซียนยังมีโครงการความร่วมมือในสาขาต่าง กับเพื่อนที่ตั้งอยู่นอกภูมิภาค หรือที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าคู่เจรจาของอาเซียนอีกกว่า 10 ประเทศหรือองค์กรเลยทีเดียว
       อาเซียนเริ่มมีความสัมพันธ์กับประเทศนอกกลุ่มเป็นครั้งแรกกับสหภาพยุโรปในปี 2515 หรือประมาณ 5 ปีภายหลังการก่อตั้งอาเซียน จากนั้น อาเซียนก็มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้นเป็นลาดับ จนถึงปัจจุบัน อาเซียนมีเพื่อนที่เรียกว่าคู่เจรจาแล้ว จานวน 9 ประเทศ กับ 1 องค์กร ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา อินเดีย รัสเซีย และสหภาพยุโรปดังที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้ อาเซียนยังมีความร่วมมือเฉพาะทางในบางสาขากับองค์การสหประชาชาติและปากีสถาน รวมถึงกลุ่มภูมิภาคอื่น เช่น ความร่วมมือของรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นองค์กรของประเทศที่มีน้ามันเป็นสินค้าส่งออกหลัก อันประกอบด้วยบาห์เรน กาตาร์ คูเวต โอมาน ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งมีอินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศเป็นสมาชิกอยู่ด้วย และองค์กรของกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาหลายองค์กร เช่น เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนาม NAFTA) และตลาดร่วมอเมริกาตอนล่าง ซึ่งประกอบไปด้วยอาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย อุรุกวัย ชิลี เปรู โบลิเวีย โคลอมเบีย และเอกวาดอร์ ซึ่งอาเซียนพยายามหาความเชื่อมโยงด้วยในเรื่องเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน
       เป้าหมายในตอนแรกที่อาเซียนต้องการมีเพื่อน คือ การขอให้เพื่อนที่มีสถานะที่ดีกว่าให้ความช่วยเหลือทางด้านการพัฒนาแก่อาเซียน ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับเพื่อน ในช่วงแรก ไม่ว่าจะเป็นกับสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา จึงอาจเรียกได้ว่าอยู่ในสถานะผู้ให้กับผู้รับอย่างไรก็ดี เมื่ออาเซียนเติบโตและมีระดับการพัฒนาที่ดีขึ้น ความสัมพันธ์กับเพื่อนได้ค่อย เปลี่ยนจากผู้รับมาเป็นแบบหุ้นส่วนไม่ว่าจะเป็นหุ้นส่วนด้านการพัฒนา หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ หรือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยมีกลไกการประชุมในระดับต่าง เป็นกลไกการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับเพื่อน ไม่ว่า จะเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจาทุกปีในช่วงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม หรือการประชุมระดับผู้นาประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่เรียกว่าอาเซียน + 3’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นเป็นประจาทุกปีเช่นกันในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม


        ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับเพื่อน ในรอบ 40 กว่าปีที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดผลในด้านต่าง มากมาย อาทิ การเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันเพื่อป้องกันข้อพิพาทที่อาจมีขึ้น การที่ประเทศเพื่อน ของอาเซียนให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและทางเทคนิคแก่โครงการเพื่อการพัฒนาของอาเซียน โดยเฉพาะโครงการลดช่องว่างระดับการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนดั้งเดิมกับกัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม ซึ่งเป็นสมาชิกที่เพิ่งเข้าร่วมอาเซียนได้ไม่นานนัก รวมไปถึงความพยายามในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีร่วมกันระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ หรือสหภาพยุโรป อันจะส่งผลให้ประชาชนโดยทั่วไปของอาเซียน รวมทั้งชาวไทย ได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพดีในราคาที่ถูกลง
        นอกจากอาเซียนมีความร่วมมือกับประเทศอื่น ในเอเชียแบบรายประเทศ และในกรอบที่เรียกว่า ความร่วมมืออาเซียน + 3 ซึ่งได้จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้แล้ว อาเซียนยังได้เป็นแกนหลักในการจัดให้มีการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ซึ่งเป็นการประชุมระดับผู้นาของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อีกด้วย ซึ่งการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ถือเป็นเวทีของผู้นาที่จะแลกเปลี่ยนความคิดและวิสัยทัศน์การพัฒนา ตลอดจนแก้ไขปัญหาต่าง ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก


       ในตอนนี้ อาเซียนกาลังอยู่ในระหว่างการจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ดังนั้น การดาเนินความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับเพื่อน ในอนาคตนั้น จึงจะเน้นที่การประสานความร่วมมือระหว่างกันในกิจกรรมและโครงการที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นประชาคมอาเซียน
        จะว่าไปแล้ว การมีเพื่อนเยอะและมีเพื่อนที่ดีของอาเซียน ก็เปรียบเสมือนกับการที่เรามีกัลยาณมิตร หรือการที่เราได้เข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่เราไม่ทางตรงก็ทางอ้อมนั่นเอง
 

อาเซียนกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ  
       อาเซียนก็เป็นอีกหนึ่งคำที่คนไทยรู้จักกันมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนก็เพิ่งรู้จัก แต่อีกหลายๆคนก็รู้จักคำนี้เป็นอย่างดีแล้ว  ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศของกลุ่มประเทศอาเซียน คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่ กำลังตื่นตัวและเป็นพลังสำคัญในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งไทยยังมีบทบาทมากมายด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งในตัวอาเซียนเอง รวมไปถึงทั่วโลกอีกด้วย

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาเซียน      

       อาเซียน(ASEAN) หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations) เป็นองค์กรทางภูมิรัฐศาสตร์และองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า เหลือเพียงตีมอร์ตะวันออก ที่เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยังไม่เป็นสมาชิก แต่ก็พยายามที่จะเป็นสมาชิกอยู่
       ในปัจจุบัน คิดเป็นพื้นที่ของกลุ่มประเทศอาเซียนประมาณ 4.5 ล้านตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 560 ล้านคน (ข้อมูลในปี .. 2549) โดยส่วนใหญ่มีมีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 27-36 °C พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าฝนเขตร้อน ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลก โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกก็มีหลากหลายโดยเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์เกษตร มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง สับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ำมันและพริกไทย
        สำหรับเป้าหมายของการตั้งกลุ่มอาเซียนนั้น จากสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีการสรุปแนวทางของอาเซียนไว้จำนวนหกข้อ ดังนี
1. ให้ความเคารพแก่เอกราช อำนาจอธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณภาพแห่งดินแดนและเอกลักษณ์ของชาติสมาชิกทั้งหมด
2. รัฐสมาชิกแต่ละรัฐมีสิทธิที่จะปลอดจากการแทรกแซงจากภายนอก การรุกรานดินแดนและการบังคับขู่เข็ญ
3. จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของรัฐสมาชิกอื่น
4. ยอมรับในความแตกต่างระหว่างกัน หรือแก้ปัญหาระหว่างกันอย่างสันติ
5. ประณามหรือไม่ยอมรับการคุกคามหรือการใช้กำลัง
6. ให้ความร่วมมือระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ
       ส่วนเรื่องเทคโนโลยีนั้น แต่ละประเทศก็มีเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกันพอสมควร ซึ่งแน่นอนว่าประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงสุดในอาเซียนก็คือ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีองค์กรที่ชื่อว่า The Agency for Science, Technology and Research ( A*STAR) เป็นหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะที่ให้การสนับสนุน การวิจัย พัฒนาทางการแพทย์และด้านวิทยาศาสตร์ที่มีความโดดเด่นทั่วโลก อีกทั้งสิงคโปร์ยังมีกองทัพทันสมัยที่สุดในอาเซียน
       หลายคนอาจสงสัยว่าอาเซียนกับเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์มีความเชื่อมโยงกับอย่างไร ให้ทุกคนนึกถึงเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่ง กลุ่มอาเซียนได้ให้ความสำคัญกับความร่วมมือในภูมิภาค อันประกอบด้วย "หลักสามประการ" ของความมั่นคง สังคมวัฒนธรรมและการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การรวมกลุ่มกันในภูมิภาคได้ทำให้การรวมตัวทางเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะประสบความสำเร็จในการก่อตั้งสิ่งที่เรียกว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภายในปี .. 2558 ประชาคมเศรษฐกิจดังกล่าวจะมีประชากรรวมกัน 560 ล้านคน และมูลค่าการค้ากว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหนึ่งในมูลค่าการค้าเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและ เรื่องของคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในส่วนของหมวดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือระหว่างกันของกลุ่มประเทศอาเซียนเกิดขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้นคือ แผนแม่บทไอซีทีของอาเซียน 2015 (ASEAN ICT Masterplan 2015) ซึ่งมีจุดหมายสำคัญคือ จะใช้ไอซีทีในการขับเคลื่อนด้านสังคมและเศรษฐกิจในอาเซียน ไอซีทีจะช่วยการปฎิรูปอาเซียนให้เป็นตลาดเดียว ด้วยวิธีพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานไอซีทียุคใหม่ และพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีฝีมือส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม จัดให้มีนโยบายส่งเสริม และสร้างสภาพแวดล้อมที่มีกฎระเบียบ ด้วยมาตรการดังกล่าว อาเซียนจะเสริมสร้างพลังให้แก่ชุมชน และผลักดันให้อาเซียนมีสถานภาพเป็นศูนย์กลางไอซีที ที่ครอบคลุมได้อย่างทั่วถึง และคืกคัก ส่งผลให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่เหมาะกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
       คำว่าเทคโนโลยีหลายท่านน่าจะรู้จักคุ้นเคยกันดี แต่ชาวบ้านทั่วไปอาจไม่ทราบความหมายที่แท้จริง เทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ การศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ก็เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของสิ่งต่าง และหาทางนำมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ หลายท่านอาจจะยังงงอยู่ อธิบายง่ายๆ เช่น ทรายที่เราเห็นอยู่ตามพื้นดิน ตามชายหาด ซึ่งมีธาตุที่มีชื่อว่าซิลิกอน ซึ่งแน่นอนทรายที่เราเห้นนี้อาจไม่มีค่า หรือมีราคาต่ำและเรามองข้ามไป เมื่อมีบางคนที่เรียนรู้วิธีการแยกสกัดเอาสารซิลิกอนผ่านกรรมวิธีทางเทคโนโลยีให้บริสุทธิ์ และเจือสารบางอย่างให้เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าสารกึ่งตัวนำ นำมาผลิตเป็นทรานซิสเตอร์ และจากจำนวนล้านๆทรานซิสเตอร์ก็บรรจุรวมกันเป็นไอซี (Integrated Circuit : IC) มีราคาสูงขึ้นมาจากทรายธรรมดามาก นั้นทำให้เทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ
       ส่วนคำว่าสารสนเทศ ความหมายง่ายๆก็คือ ความรู้ที่เราได้มาจากข้อมูลที่ผ่านการเลือกสรรให้เหมาะสมกับการใช้งานให้ทันเวลา และอยู่ในรูปที่ใช้ได้ ตัวอย่างเช่น ช่วงนี้ฝนตกบ่อย เป็นข้อความที่มีข้อมูลแต่ยังไม่ผ่านกระบวนการให้เหมาะสม แต่ถ้าเราบอกว่า ที่ปัตตานีตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนเป็นฤดูร้อน นั่นเอง จึงเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์และผ่านการประมวลผลแล้ว ความรอบรู้ของแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับการเรียกใช้ข้อมูลนั้น ทุกวันนี้มีข้อมูลรอบตัวเรามาก ข้อมูลเหล่านี้มาจากสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การสื่อสารระหว่างบุคคล จึงมีผู้กล่าวว่ายุคนี้เป็นยุคของสารสนเทศ
       ดังนั้นเราจึงสรุปได้สั้นๆว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ ก็คือ การพัฒนาด้านต่างๆเพื่อใช้กับข้อมูลข่าวสาร อาทิเช่น    การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างรายงาน การสื่อสารข้อมูล เป็นต้น ซึ่งนอกจากนี้อาจจะรวมไปถึงการสร้างระบบต่างๆ เช่น ระบบการให้บริการ การใช้ และการดูแลข้อมูล
       ในยุคปัจจุบันไม่ว่าเราจะหาข้อมูล ติดต่อ ค้นหา ศึกษาระหว่างกัน ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ไม่ว่าใกล้ไกลอย่างไรก็ต้องผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศนั่นเอง



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น